อารยธรรมอินเดีย


อารยธรรมอินเดีย

แหล่งอารยธรรมอินเดียโบราณที่เก่าแก่ ได้แก่ อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Civillzation) ในประเทศปากีสถานในปัจจุบัน มีความเจริญในช่วงประมาณ 2500-1500 ปีก่อน ค.ศ. ความเจริญที่สำคัญดังนี้

  1. ซากเมืองโบราณ 2 แห่ง คือ เมืองฮารับปา (Harappa) และเมืองโมเฮนโจ-ดาโร (Mohenjo-Daro) เมืองทั้งสองตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสินธุมีการวางผังเมืองอย่างเป็นระเบียบ มีตลาด เขตที่อยู่อาศัยและศาสนสถาน
  2. พวกทราวิท หรือดราวิเดียน (Dravidians) คือ กลุ่มชนที่รู้จักใช้โลหะ (ทองแดง) ทำเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ใช้อิฐก่อสร้างบ้าน ทอผ้า เพาะปลูก สร้างระบบการชลประทาน และการเขียนอักษรรูปภาพ
  3. พวกอินโด-อารยัน (Indo-Aryans) เป็นชนเผ่าเร่ร่อนอพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชียเข้ารุกรานอินเดียเมื่อประมาณ 1500 ปีก่อน ค.ศ. โดยขับไล่พวกดราวิเดียนให้ถอยร่นลงไปทางตอนใต้ ชนชาติอารยันจึงกลายเป็นผู้สร้างสรรค์อารยธรรมให้แก่อินเดียในเวลาต่อมา

อารยธรรมอินเดียในยุคสมัยต่างๆ สรุปได้ ดังนี้

  1. สมัยพระเวท-มหากาพย์ (ประมาณ C 5-6 B.C.) ระยะนี้ คือ อารยันได้สร้างความเจริญบริเวณลุ่มน้ำสินธุ ได้สร้างพื้นฐานความเจริญทางศิลปวัฒนธรรม ดังนี้
  • คัมภีร์พระเวท คือ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกอารยัน ไม่ใช่ผลงานของมนุษย์แต่เป็นผลงานของพราหมณ์ ได้ฟังจากโอษฐ์ของพระเจ้า แบ่งเป็น 4 เล่ม คือ ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท และอาถรรพเวทเป็นคัมภีร์ที่กำหนดวิถีการดำรงชีวิตของอารยัน และตลอดจนการบูชาเทพเจ้าหลายองค์ต่อมามีการแต่งคัมภีร์พระเวทอีก คือ พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัท เพื่อขยายความพระเวท และเป็นที่มาของธรรมเนียมประเพณี วรรณคดี และปรัชญาจำนวนมาก โดยเฉพาะคัมภีร์อุปนิษัทจะสอนเรื่องปรมาตมัน หรือความจริงที่เที่ยงแท้เพียงประการเดียว วิญญาณมนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปรมาตมันที่เวียนว่ายตายเกิดไปตามกรรม เมื่อกรรมหมดไปและบรรลุโมกษะจะรวมเป็นอันหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน ทำให้ศาสนาพราหมณ์พัฒนาเป็นศาสนาฮินดู
  • ระบบวรรณะ เป็นลักษณะเฉพาะของสังคมอินเดีย ที่แบ่งออกเป็น 4 วรรณะตามหน้าที่ คือ พราหมณ์ (นักบวช) กษัตริย์ (นักรบ) แพศย์ พ่อค้า) และศูทร (ผู้ใช้แรงงาน)
  • มหากาพย์รามายณะ และมหาภารตะ เป็นวรรณคดีที่ยิ่งใหญ่ของอินเดียโบราณเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของมนุษย์ให้สมบูรณ์ตามวรรณะตนเอง โดยเฉพาะมหาภารตะเป็นเรื่องราวของขนบธรรมเนียมประเพณี สถาบันทางสังคม และปรัชญา และการดำรงชีวิต ได้แก่ ตอนภควัทคีตา
  1. สมัยมคธ-โมริยะ (ประมาณ C. 5-2 B.C.) ระยะนี้มีเหตุการณ์ที่สำคัญ คือ
  • เป็นสมัยที่อินเดียรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จากเป็นอาณาจักรต่างๆ ในสมัยมคธ จนถึงอาณาจักรวรรดิครั้งแรกของอินเดียในราชวงศ์โมริยะและนำพระพุทธศาสนามาปกครองและเจริญสูงสุด
  • วิทยาการ เช่น ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ การแพทย์ ภาษาศาสตร์ ฯลฯ
  • วรรณคดี ที่สำคัญ คือ คัมภีร์อรรถศาสตร์ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยการปกครอง และอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการปกครองสืบมา
  • พุทธศิลป์ เนื่องจากระยะนี้พุทธศาสนารุ่งเรืองในอินเดีย เช่น เสาหินพระเจ้าอโศก (จารึกธรรมะที่เสา) สถูปที่สาญจิ
  1. สมัยกุษาณะ–อันธระ (ประมาณ C. 2 BC.–C. 4 A.D.) ราชวงศ์โมริยะ เสื่อมลง ระยะนี้อินเดียแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ ตอนเหนือ ได้แก่ กุษาณะ (ต่างชาติ) ซึ่งมีความเจริญมากกว่าตอนใต้ ได้แก่ อันธระ โดยเฉพาะสมัยพระเจ้ากนิษกะ
  • การแยกนิกายในพุทธศาสนา มีการสังคายพุทธศาสนาและแยกเป็น 2 นิกาย คือ มหายานและหินยาน
  • พระพุทธรูป เป็นการสร้างพระพุทธรูปครั้งแรก เรียกว่า “พระพุทธรูปแบบคันธาระ”
  • พระโพธิสัตว์ เป็นคติความเชื่อเกี่ยวกับการเสวยชาติต่อมาของพระพุทธเจ้า
  1. สมัยคุปตะ (C. 4-6 A.D.) เป็นระยะที่อินเดียพยายามฟื้นฟูความเป็นอินเดียแท้ แบบสมัยจักรวรรดิโมริยะ อีกครั้งมีการนำเอาความเชื่อดั้งเดิมสมัยพระเวทมาปรับปรุงให้เข้ากับสภาพสังคมใหม่ (พัฒนาจากศาสนาพราหมณ์มาเป็นฮินดู) สมัยนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นยุคของ อารยธรรมฮินดู คือ
  • สถาปัตยกรรม จิตรกรรม และประติมากรรม คือ สถาปัตยกรรมในถ้ำ ซึ่งมีการตกแต่งด้วยจิตรกรรม และประติมากรรม โดยมีทั้งเรื่องในศาสนาพุทธ และฮินดู ที่มีชื่อเสียงมาก คือ ถ้ำ อชันตะเอลลอรา และเอเลฟันตา
  • วรรณกรรม เป็นยุคทองของวรรณคดีสันสกฤต วรรณกรรม คือ บทละคร กวีเอก คือ กาลิทาส ผู้แต่งเรื่อง ศกุนตลา
  • พระพุทธรูป สมัยนี้แสดงความอ่อนโยน สงบนิ่ง เป็นความงามที่เป็นอุดมคติแบบอินเดีย (มิใช่เหมือนจริงตามธรรมชาติ แบบกุษาณะ) เช่น พระศกเป็นก้นหอย จีวรเหมือนผ้าเปียกน้ำ พระกรรณยาว
  1. สมัยหลังคุปตะ-โมกุล (C. 6-16 A.D.) มีเหตุการณ์สำคัญในอินเดีย คือ การเข้ามาของพวกมุสลิมเชื้อสายอาหรับ เตอร์กยึดครองอินเดียทางตอนเหนือส่วนหนึ่ง ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เดลฮี เรียกว่า“สมัยสุลต่านแห่งเดลฮี” การสร้างสรรค์ทางศิลปวัฒนธรรมนั้นที่สำคัญ คือ การผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรมฮินดู และมุสลิม เช่น
  • ศิลปะทมิฬ ปรากฏทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ เป็นศิลปะของพวกดราวิเดียน ลักษณะเด่น คือ แสดงความตื่นเต้น การมีอำนาจ ความน่ากลัว สถาปัตยกรรมจะมีหลังคาซ้อนกันเป็นชั้นๆ
  • ศิลปะอินเดียภาคเหนือและตะวันออก อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับศิลปะทมิฬ และมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่มีความงามอ่อนช้อยกว่า และหลังคาของสถาปัตยกรรมเป็นแบบโค้งสูง ซึ่งสร้างด้วยการก่ออิฐเป็นชั้นๆ
  • ศิลปะแบบปาละและเสนะ สมัยราชวงศ์ปาละเป็นศิลปะของพุทธศาสนามหายานรุ่นสุดท้ายก่อนที่จะถูกทำลายโดยพวกมุสลิม อยู่ทางภาคเหนือของอินเดีย โดยมีมหาวิทยาลัยนาลันทาอันรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยคุปตะ เป็นศูนย์กลางทางศิลปวิทยาการ หลังจากนี้เป็นต้นไป ถือว่าศาสนาพุทธหมดบทบาทในอินเดีย(มหาวิทยาลัยนาลันทาถูกพวกมุสลิมเผาทำลาย) ส่วนในราชวงศ์เสนะ ซึ่งนับถือศาสนาฮินดูจะเป็นศิลปะเนื่องในศาสนาฮินดู
  1. สมัยโมกุล (C. 16-18 A.D.) โมกุลเป็นราชวงศ์สุดท้ายของอินเดียก่อนที่จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เป็นราชวงศ์ของพวกมุสลิม (แต่เป็นมุสลิมคนละพวกกับสมัยสุลต่านแห่งเดลฮี) มีการผสมผสานระหว่างศิลปะฮินดู และมุสลิมเข้าด้วยกัน (ความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมที่เด่นของสมัยโมกุล

คือ สมัยพระเจ้าอัคบาร์มหาราช) ในบรรดาศิลปะวัฒนธรรมที่มีผลมาจากการผสมผสานนี้ ที่เด่นๆ คือ

  • สถาปัตยกรรม คือ ทัชมาฮาล
  • วรรณกรรมภาษาเปอร์เชียผสมกับภาษาอินเดียกลายเป็นภาษาอูรดู
โฆษณา
ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

%d bloggers like this: