ธรรมชาติของทะเลและมหาสมุทร


ธรรมชาติของทะเลและมหาสมุทร

  1. ส่วนผสมของน้ำทะเลและมหาสมุทร น้ำในทะเลและมหาสมุทรจะมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่
  • สารละลาย เช่น เกลือ (35/1000 กรัม)
  • แก๊ส เช่น ไนโตรเจน ออกซิเจน อาร์กอน คาร์บอนไดออกไซด์ และไฮโดรเจน เป็นต้น
  • สารแขวนลอย ได้แก่ อินทรียวัตถุ และอนินทรียวัตถุ
  1. ความเค็มของน้ำทะเล เกิดจากเกลือที่มีอยู่ในน้ำทะเล แต่น้ำทะเลมีความเค็มต่างกันตามปริมาณน้ำจืด

ที่ได้รับ อัตราการระเหย และการไหลถ่ายเทของน้ำ

  1. อุณหภูมิของน้ำทะเล น้ำทะเลได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ และการคายความร้อนของโลก แต่

อุณหภูมิในบริเวณต่างๆ แตกต่างกัน ดังนี้

  • เขตร้อนและเขตอบอุ่น ผิวน้ำจะมีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำระดับลึก
  • เขตหนาว ผิวน้ำจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าน้ำระดับลึก
  1. ความหนาแน่นของน้ำทะเล น้ำทะเลมีความหนาแน่นต่างกันเนื่องจากปริมาณสารละลายที่ปนอยู่ อุณหภูมิของน้ำทะเลและความลึกของทะเล ดังนั้น น้ำที่มีอุณหภูมิต่ำมีความหนาแน่นกว่าน้ำที่มีอุณหภูมิสูง น้ำระดับลึกหนาแน่นกว่าน้ำระดับผิวน้ำ
  2. สิ่งมีชีวิตในทะเล แบ่งได้ 3 ประเภท ดังนี้
  • เบนทอส (Benthos) คือ พืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ที่พื้นทะเล เช่น หอย ปะการัง สาหร่าย
  • เนคตอน (Neckton) คือ สิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ด้วยตนเอง ได้แก่ ปลาชนิดต่างๆ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ที่มีเปลือกแข็ง เช่น แมวน้ำ วอลรัส ปลาวาฬ ปู กุ้ง
  • แพลงตอน (Plankton) คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กทั้งพืชและสัตว์เคลื่อนที่ล่องลอยไปตามผิวน้ำ
  1. แสงสว่างกับน้ำทะเล แสงสว่างจากดวงอาทิตย์สามารถส่งลงไปได้ถึงระดับลึก 200 เมตร
  2. น้ำแข็งทะเล ในเขตอากาศหนาวและอบอุ่นตอนบนจะมีน้ำแข็งล่องลอยไปมา เป็นอุปสรรคต่อการคมนาคมเพราะน้ำแข็งมีปริมาตรมากกว่าน้ำปกติ (ลอยอยู่เหนือน้ำ 1 ส่วน จมอยู่ใต้น้ำอีก 9 ส่วน) น้ำแข็งในทะเลมี 2 ชนิด คือ น้ำแข็งจืด และน้ำแข็งเค็ม

การเคลื่อนไหวของน้ำทะเลและมหาสมุทร

การเคลื่อนไหวของน้ำทะเลและมหาสมุทร มีลักษณะการเคลื่อนไหวเป็น 3 ประเภท คือ

  1. คลื่น (Waves) คือ การเคลื่อนไหวของน้ำที่มีลักษณะแกว่งหรือโยนตัวในแนวตั้งมากกว่าในแนวนอน

แบ่งได้ 2 ชนิด คือ

  • คลื่นบนผิวน้ำ หรือ คลื่นที่เกิดจากลม หรือ คลื่นที่เกิดจากพายุ
  • คลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลที่เรียกว่า คลื่นยักษ์ หรือ สึนามิ
  1. การเพิ่มระดับและการลดระดับ
  • น้ำขึ้นน้ำลง (High Water และ Low Water) เกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ กับ แรงเหวี่ยงของโลก ทำให้แต่ละวันมีน้ำขึ้น 2 ครั้ง และน้ำลง 2 ครั้งเนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเอง ในขณะที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกไปพร้อมๆ กัน ทำให้น้ำขึ้นวันนี้ช้ากว่าเมื่อวานนี้ 50 นาที
  • น้ำเกิดน้ำตาย (Spring Tide, Neaptide) น้ำเกิด คือ น้ำขึ้นและน้ำลงมากกว่าปกติ เพราะดวงจันทร์ โลก และดวงอาทิตย์อยู่ในแนวเดียวกัน (ขึ้น/แรม 15 ค่ำ)
  • น้ำมาก (Perigean Tide) น้ำน้อย (Apogean Tide) เนื่องจาก ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี ครบรอบใช้เวลา 1 เดือน จึงมีช่วงที่อยู่ใกล้และไกลโลกมากที่สุด ทำให้แรงดึงดูดมากน้อยต่างกัน น้ำจึงขึ้นมากและน้อยต่างกัน เมื่อน้ำเกิด เกิดพร้อมกับน้ำมาก จะทำให้ระดับน้ำสูงมากขึ้น และถ้าน้ำตายเกิดพร้อมกับน้ำน้อย ระดับน้ำจะต่ำกว่าปกติ
  1. กระแสน้ำในมหาสมุทร (Ocean Currents)

กระแสน้ำ คือ การเคลื่อนไหวของน้ำที่เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนที่ไป (Circulation) และทำให้กระแสน้ำเคลื่อนที่ไปในระยะทางไกล เนื่องจากพื้นน้ำได้รับความร้อนไม่เท่ากัน ลมประจำปีและลมประจำฤดูที่พัดผ่านผิวน้ำตลอดจนลักษณะชายฝั่งทะเล รูปร่างของทวีป ที่ตั้งปิดกั้นแอ่งมหาสมุทร และความแน่นของน้ำแตกต่างกันชนิดของกระแสน้ำ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ

  • กระแสน้ำอุ่น (Warm Currents) คือ กระแสน้ำที่มาจากเขตละติจูดต่ำ และมีทิศทางเคลื่อนที่ไปทางขั้วโลกและมักจะอุ่นหรือมีอุณหภูมิน้ำสูงกว่าที่อยู่โดยรอบ จึงเรียกว่า กระแสน้ำอุ่น
  • กระแสน้ำเย็น (Cool Currents) คือ กระแสน้ำที่ไหลมาจากเขตละติจูดสูง เข้ามายังเขตอบอุ่นและเขตร้อน จึงเย็นหรือมีอุณหภูมิต่ำกว่าน้ำที่อยู่โดยรอบ จึงเรียกว่า กระแสน้ำเย็น

ประโยชน์ของกระแสน้ำในทะเลและมหาสมุทร

  1. ผลต่ออุณหภูมิของน้ำทะเล
  2. ผลต่ออุณหภูมิอากาศ
  3. ผลต่อสิ่งที่มีชีวิตในทะเล
  4. ผลต่อการคมนาคมขนส่ง
โฆษณา
ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

%d bloggers like this: