การเงิน


การเงิน

เงิน (Money) หมายถึง สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่สังคมสมมติขึ้นและยอมรับว่ามีค่า ทั้งยังใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงิน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ เหรียญกษาปณ์ ธนบัตร และเงินฝากธนาคารประเภทกระแสรายวัน

  1. เหรียญกษาปณ์ (Coins) เป็นเงินเหรียญที่สร้างขึ้นจากโลหะชนิดต่างๆ เช่น ทองคำ เงิน ทองแดงและโลหะผสม (นิกเกิลกับทองแดง) เงินประเภทนี้สร้างขึ้นโดยไม่ต้องมีสิ่งค้ำประกันเพราะค่าของมันอยู่ที่โลหะนั้นๆ รัฐบาลเป็นผู้ผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นมาใช้หมุนเวียนให้พอเพียงแก่ธุรกิจในประเทศ
  2. ธนบัตร (Note Currency หรือ Bank Note) เป็นเงินกระดาษที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ธนาคารกลางเป็นผู้ผลิตธนบัตร การผลิตธนบัตรต้องมีสิ่งค้ำประกัน เช่น ทองคำ เงิน เงินทุนสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศเป็นต้น ธนบัตรใช้แลกเปลี่ยนระหว่างประเทศได้
  3. เงินฝากธนาคารกระแสรายวัน (Demand Deposits) เงินประเภทนี้ผู้ฝากสามารถสั่งจ่ายในรูปของเช็คซึ่งใช้แทนเงินได้ทันที นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงเช็คของขวัญและบัตรเครดิต

สิ่งที่ใกล้เคียงกับเงิน (Near Money) คือ สิ่งที่มีค่าต่างๆ ซึ่งบางครั้งจะคล้ายคลึงกับเงิน แต่จะแตกต่างกับเงินเพียงเล็กน้อย เพราะจะนำสิ่งที่ได้ชื่อว่าใกล้เคียงกับเงินนั้นไปใช้ทันทีไม่ได้ ต้องนำไปแลกเปลี่ยนก่อน แต่การแลกเปลี่ยนนั้นทำได้โดยง่าย สิ่งที่ใกล้เคียงกับเงิน ได้แก่ เช็คเดินทาง เช็คล่วงหน้า ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินพันธบัตร

หน้าที่ของเงิน แบ่งออกเป็น 4 ประการ คือ

  1. เป็นหน่วยในการวัดมูลค่า (Measure of Value)
  2. เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange)
  3. เป็นมาตรฐานในการชำระหนี้ในอนาคต (Standard of Deferred Payment)
  4. เป็นเครื่องรักษามูลค่า (Store of Value)

ปริมาณเงิน หรือ ซัพพลายเงินตรา (Money Supply) คือ เงินทุกประเภทที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเงินในจำนวนนี้หมายถึงเงินฝากในธนาคารที่ผู้ฝากสามารถถอนออกได้ทุกเวลา ปริมาณเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เงินเฟ้อ และเงินฝืด

เงินเฟ้อ (Inflation) เป็นสภาวการณ์ที่ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากเกินไป ทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น และเศรษฐกิจจะมีความคล่องตัวมาก เงินเฟ้อนั้นมีสาเหตุ 2 ประการ คือ อุปสงค์ในสินค้าและบริการสูงกว่าอุปทาน หรือสภาวการณ์ที่ปริมาณสินค้าขาดตลาด และต้นทุนในการผลิตสินค้าและบริการสูงขึ้น

ลักษณะเงินเฟ้อ เราสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ โดยพิจารณาจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น ดังนี้

  1. เงินเฟ้ออ่อนๆ ราคาสินค้าและบริการจะสูงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี เงินเฟ้อประเภทนี้จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้ผู้ผลิตมีกำลังใจที่จะผลิตและผู้บริโภคก็ไม่เดือดร้อน
  2. เงินเฟ้อปานกลาง ราคาสินค้าและบริการจะสูงระหว่าง 5-20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
  3. เงินเฟ้ออย่างรุนแรง ราคาสินค้าและบริการจะสูงเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

ผลกระทบของเงินเฟ้อ เมื่อเกิดปัญหาเงินเฟ้อจะมีทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ ดังนี้

  1. ผู้ที่ได้รับประโยชน์ ผู้ที่ได้รับประโยชน์นั้นเป็นผู้มีรายได้ขึ้นอยู่กับความคล่องของเศรษฐกิจ เช่นนักธุรกิจ การค้า ผู้ผลิต ผู้ถือหุ้น ผู้เป็นลูกหนี้ เป็นต้น บุคคลเหล่านี้จะมีรายได้มาก
  2. ผู้ที่เสียผลประโยชน์ ผู้มีรายได้ประจำ เช่น ข้าราชการ ลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น บุคคลเหล่านี้จะมีรายได้เท่าเดิมค่าครองชีพสูง จะมีชีวิตความเป็นอยู่ฝืดเคือง

เงินเฟ้อนั้นเป็นสภาวการณ์ที่ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากเกินไปเมื่อเกิดปัญหานี้แล้วจะต้องแก้ปัญหาด้วยการลดปริมาณเงินลง ดังนี้

  • ธนาคารกลางเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้แก่ธนาคารพาณิชย์
  • ธนาคารกลางเพิ่มปริมาณการขายพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น
  • ธนาคารกลางลดการปล่อยสินเชื่อ
  • เพิ่มภาษีทางตรงและทางอ้อม
  • ตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นแก่การครองชีพ
  • รัฐบาลลดค่าใช้จ่ายให้ต่ำลง (รัฐบาลจัดงบประมาณเกินดุล)

เงินฝืด (Deflation) เป็นสภาวการณ์ที่มีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจน้อยกว่าปกติ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจซบเซา ราคาสินค้าลดลง และมีคนว่างงานเพิ่มมากขึ้น เงินฝืดนั้นมีสาเหตุ 2 ประการคือ ช่วงที่มีการออมสูงหรือมีการขายพันธบัตรรัฐบาลเกินไปทำให้ไม่มีการนำเงินออกมาใช้จ่ายผลกระทบของเงินฝืด คล้ายคลึงกับเงินเฟ้อ คือ มีทั้งผู้รับผลประโยชน์และผู้เสียผลประโยชน์ แต่กลุ่มนั้นตรงกันข้ามกัน ดังนี้

  1. ผู้ที่ได้ผลประโยชน์ ผู้มีรายได้ประจำ เช่น ข้าราชการ เป็นต้น ผู้ที่เป็นเจ้าหนี้ ผู้ที่ได้รับดอกเบี้ยจากการนำเงินไปฝากธนาคาร บุคคลเหล่านี้มีรายได้เท่าเดิมและแน่นอน แต่ค่าครองชีพต่ำลงเพราะเงินมีค่ามากขึ้น
  2. ผู้เสียผลประโยชน์ นักธุรกิจการค้าผู้ผลิต ผู้ถือหุ้น ผู้เป็นลูกหนี้ บุคคลเหล่านี้จะมีความเป็นอยู่ฝืดเคืองเพราะเศรษฐกิจซบเซา เงินหายากขึ้น เพราะมีค่ามากขึ้น

เงินฝืดนั้นเป็นสภาวการณ์ที่เกิดจากปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมีน้อยเกินไปและเศรษฐกิจซบเซา ทำให้คนว่างงานมากขึ้น ในการแก้ปัญหาเงินฝืดจะต้องเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้นดังนี้

  • ธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้แก่ธนาคารพาณิชย์
  • ธนาคารกลางลดปริมาณการขายพันธบัตรรัฐบาลลง
  • ธนาคารกลางเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ
  • ลดภาษีทางตรงและทางอ้อม
  • ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและในประเทศ
  • รัฐบาลเพิ่มค่าใช้จ่ายให้สูงขึ้น (รัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุล)
โฆษณา
ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

%d bloggers like this: