เศรษฐกิจระหว่างประเทศ


เศรษฐกิจระหว่างประเทศ

เศรษฐกิจระหว่างประเทศ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอยู่ 3 เรื่อง คือ การค้าระหว่างประเทศ การเงินระหว่างประเทศ และการร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

การค้าระหว่างประเทศ หมายถึง การนำสินค้าและบริการจากประเทศหนึ่งไปแลกเปลี่ยนกับอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งลักษณะการแลกเปลี่ยนมีทั้งที่เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้า การแลกเปลี่ยนโดยใช้เงินเป็นสื่อกลางและการแลกเปลี่ยนโดยใช้สินเชื่อหรือเครดิต การค้าระหว่างประเทศนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการที่ประเทศต่างๆ มีลักษณะทางกายภาพและทรัพยากรที่มีความสามารถในการผลิตแตกต่างกันนั่นเอง ในการค้าระหว่างประเทศนั้นจะมีสินค้าอยู่ 2 ชนิดคือ สินค้าเข้า (Import) คือ สินค้าที่นำมาจากต่างประเทศเพื่อเข้ามาจำหน่าย และสินค้าออก(Export) คือ สินค้าที่ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ

การค้าระหว่างประเทศก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ดังนี้

  1. ประเทศต่างๆ มีสินค้าครบตามความต้องการ
  2. ประเทศต่างๆ จะมีการผลิตสินค้าแบบการค้าหรือมีเศรษฐกิจแบบการค้า
  3. การผลิตสินค้าในประเทศต่างๆ จะมีการแข่งขันกันทางด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ
  4. ก่อให้เกิดความรู้ความชำนาญเฉพาะอย่าง แบ่งงานทำตามความถนัด

นโยบายการค้าระหว่างประเทศ (Trade Policy) หมายถึง แนวทางปฏิบัติทางการค้า กับประเทศต่างๆมักจะกำหนดขึ้นใช้เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ นโยบายการค้าระหว่างประเทศแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ นโยบายการค้าเสรี และนโยบายการค้าคุ้มกัน

  1. นโยบายการค้าเสรี (Free Trade Policy) เป็นนโยบายการค้าที่เปิดโอกาสให้มีการส่งสินค้าจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง โดยไม่มีการกีดกันใดๆ ทางการค้า ประเทศที่ใช้นโยบายนี้มักจะใช้วิธีการ ดังนี้
  • ไม่มีการเก็บภาษีคุ้มกัน เช่น ไม่มีการตั้งกำแพงภาษีสินค้าขาเข้า หรือไม่มีการเก็บค่าพรีเมียม เป็นต้น
  • ไม่ให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่ประเทศหนึ่งประเทศใด
  • ไม่มีข้อจำกัดทางการค้าใดๆ เช่น ไม่มีการกำหนดโควตาสินค้า เป็นต้น
  • เลือกผลิตเฉพาะสินค้าที่ถนัด ซึ่งทำให้ทุนการผลิตต่ำ สินค้ามีคุณภาพ
  1. นโยบายการค้าคุ้มกัน (Protective Trade Policy) เป็นนโยบายการค้าที่จำกัดการนำสินค้าเข้ามาแข่งขันกับการผลิตในประเทศ นโยบายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองการผลิตภายในประเทศให้สามารถดำเนินการได้ ประเทศใดที่ใช้นโยบายนี้มักจะมีเครื่องมือในการคุ้มกัน คือ การตั้งกำแพงภาษี การกำหนดโควตาสินค้า การห้ามนำเข้าหรือส่งออกของสินค้าบางอย่าง การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตรา และการให้เงินอุดหนุน

ปริมาณการค้าระหว่างประเทศ คือ มูลค่ารวมของสินค้าเข้าและสินค้าออกในระยะเวลา 1 ปี เพื่อศึกษาว่าการค้ากับต่างประเทศเพิ่มขึ้นหรือลดลง

ดุลการค้าระหว่างประเทศ หมายถึง การเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าของสินค้าเข้ากับมูลค่าของสินค้าออกเพื่อศึกษาว่าการค้ากับต่างประเทศนั้นได้เปรียบหรือเสียเปรียบดุลการค้า มีอยู่ 3 ลักษณะ ดังนี้

  1. ดุลการค้าเกินดุล คือ มูลค่าของสินค้าออกสูงกว่ามูลค่าของสินค้าเข้า (ได้เปรียบดุลการค้า)
  2. ดุลการค้าขาดดุล คือ มูลค่าของสินค้าออกต่ำกว่ามูลค่าของสินค้าเข้า (เสียเปรียบดุลการค้า)
  3. ดุลการค้าได้ดุล (สมดุล) คือ มูลค่าของสินค้าออกเท่ากับมูลค่าของสินค้าเข้า

ในการศึกษาปริมาณการค้าระหว่างประเทศและดุลการค้าระหว่างประเทศจะต้องศึกษาจากมูลค่าของสินค้าเข้าและมูลค่าของสินค้าออก

ลักษณะการค้าต่างประเทศของไทย

  1. ใช้นโยบายการค้าคุ้มกัน เพื่อคุ้มครองการผลิตในประเทศโดยมีมาตรการที่สำคัญ เช่น การตั้งกำแพงภาษีสินค้าเข้า การกำหนดโควตาสินค้านำเข้า และการให้เงินอุดหนุนการผลิตหรือส่งออก เป็นต้น
  2. ให้เอกชนมีบทบาทในทางการค้ามากที่สุด โดยรัฐจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ แต่บางครั้งรัฐบาลก็อาจทำการค้ากับต่างประเทศโดยตรงบ้าง
  3. ใช้ระบบภาษีศุลกากรพิกัดอัตราเดียว คือสินค้าเข้าเป็นชนิดเดียวกันไม่ว่าจะส่งมาจากประเทศใดก็ตามจะเก็บภาษีศุลกากรในอัตราเดียวกัน
โฆษณา
ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: